สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
บรรยากาศห้องเรียนที่เด็กๆ ได้ลงมือทำร่วมกัน

คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตไหมคะว่า ลูกของเราในยุคนี้มักเผชิญกับปัญหาต่างๆ เช่น สมาธิสั้น จดจ่ออะไรได้ไม่นาน อารมณ์แปรปรวน ควบคุมตัวเองได้ยาก หรือขาดความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหา สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าลูกกำลังต้องการการพัฒนาทักษะสมองที่เรียกว่า “Executive Functions” หรือ “EF” ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และความสำเร็จในอนาคต

บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปเจาะลึกถึงความสำคัญของ EF พร้อมทั้งแนะนำแนวทางในการพัฒนา EF ให้กับลูกน้อย เพื่อช่วยให้พวกเขาเติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมก้าวสู่โลกกว้างอย่างมั่นใจ

EF คืออะไร? EF (Executive Functions) คือทักษะสมองส่วนหน้าที่ใช้กำกับความคิด อารมณ์ และการกระทำของตัวเองเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย เช่น การจดจ่อ การยั้งใจ การวางแผน และการปรับตัว ในประเทศไทยนิยมแบ่ง EF เป็น 9 ด้าน ซึ่งพัฒนาได้ดีที่สุดในช่วงปฐมวัยถึงประมาณ 12 ปี ผ่านการเล่นและกิจวัตรประจำวัน

ทำความรู้จักกับ Executive Functions (EF)

Executive Functions (EF) คือ กระบวนการทางความคิดระดับสูงของสมองส่วนหน้า ที่ช่วยให้เราสามารถควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ เปรียบเสมือน CEO ของสมองที่คอยกำกับดูแลการทำงานในส่วนต่างๆ ทั้งการวางแผน การจัดลำดับความสำคัญ การตัดสินใจ การยับยั้งชั่งใจ และการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ครูดูแลเด็กๆ อย่างใกล้ชิดในชั้นเรียนขนาดเล็ก

นักวิชาการด้านพัฒนาการเด็กแบ่ง EF ออกเป็น 3 ทักษะหลัก คือ Working Memory, Inhibitory Control และ Cognitive Flexibility ส่วนในประเทศไทยนิยมแจกแจงเป็น 9 ด้าน เพื่อให้พ่อแม่และครูสังเกตและฝึกได้ง่ายขึ้น ดังนี้

EF 9 ด้าน มีอะไรบ้าง

1. Working Memory (ความจำเพื่อใช้งาน)

ความสามารถในการจำข้อมูลไว้ในหัวชั่วคราวแล้วนำมาใช้ต่อ

  • ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน: จำคำสั่ง 2-3 ขั้นตอนของครูได้ครบ จำกติกาเกมระหว่างเล่น หรือจำตัวเลขไว้ขณะคิดเลขในใจ
  • ลองฝึกที่บ้าน: เกมจับคู่ภาพ (Memory Game) หรือให้ลูกช่วยจำรายการของที่จะซื้อ 3-4 อย่างก่อนเข้าร้าน

2. Inhibitory Control (การยั้งคิด ไตร่ตรอง)

ความสามารถในการหยุดตัวเองจากสิ่งที่อยากทำทันที เพื่อเลือกทำสิ่งที่เหมาะสมกว่า

  • ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน: รอคิวได้ ไม่แย่งของเล่นเพื่อน ยกมือก่อนพูด
  • ลองฝึกที่บ้าน: เกม “ไฟเขียวไฟแดง” หรือ “หุ่นนิ่ง” ที่ต้องหยุดทันทีเมื่อได้ยินสัญญาณ

3. Shift / Cognitive Flexibility (การยืดหยุ่นความคิด)

ความสามารถในการเปลี่ยนวิธีคิดเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน และมองปัญหาได้หลายมุม

  • ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน: เมื่อวิธีเดิมไม่ได้ผลก็ลองวิธีใหม่ ปรับตัวได้เมื่อแผนเปลี่ยนกะทันหัน
  • ลองฝึกที่บ้าน: ชวนคิดว่า “ถ้าไม่มีกรรไกร จะตัดกระดาษยังไงได้อีก” หรือเล่นบทบาทสมมติที่สลับบทกัน

4. Focus / Attention (การจดจ่อใส่ใจ)

ความสามารถในการคงความสนใจไว้กับสิ่งที่ทำ โดยไม่วอกแวกกับสิ่งรอบตัว

  • ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน: ฟังนิทานจนจบ ต่อจิ๊กซอว์ได้จนเสร็จ ทำการบ้านได้ต่อเนื่อง
  • ลองฝึกที่บ้าน: ต่อจิ๊กซอว์หรือตัวต่อที่ยากขึ้นทีละนิด และปิดทีวีหรือหน้าจอระหว่างทำกิจกรรม

5. Emotional Control (การควบคุมอารมณ์)

ความสามารถในการรับรู้และจัดการอารมณ์ของตัวเองให้แสดงออกอย่างเหมาะสม

  • ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน: ผิดหวังเมื่อแพ้เกมแต่ไม่อาละวาด บอกได้ว่า “หนูโกรธ” แทนการตี
  • ลองฝึกที่บ้าน: ตั้งชื่ออารมณ์ด้วยกันตอนที่ลูกรู้สึก และฝึกหายใจลึกๆ 3 ครั้งก่อนตอบสนอง

6. Planning & Organizing (การวางแผนและจัดระบบ)

ความสามารถในการตั้งเป้าหมาย แบ่งงานเป็นขั้นตอน และจัดลำดับก่อนหลัง

  • ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน: จัดกระเป๋านักเรียนเอง วางแผนว่าจะต่อบล็อกเป็นอะไรก่อนลงมือ
  • ลองฝึกที่บ้าน: ให้ลูกวางแผนกิจกรรมวันหยุดเอง หรือช่วยทำอาหารง่ายๆ ตามลำดับขั้นตอน

7. Self-Monitoring (การประเมินตนเอง)

ความสามารถในการย้อนดูสิ่งที่ตัวเองทำ รู้ว่าทำได้ดีหรือยัง และแก้ไขเอง

  • ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน: ตรวจการบ้านอีกรอบก่อนส่ง สังเกตได้ว่าพูดเสียงดังเกินไป
  • ลองฝึกที่บ้าน: หลังทำกิจกรรม ชวนคุยว่า “ส่วนไหนทำได้ดี ครั้งหน้าจะทำอะไรต่างไป”

8. Initiating (การริเริ่มและลงมือทำ)

ความสามารถในการเริ่มต้นทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง

  • ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน: ลงมือทำการบ้านเองเมื่อถึงเวลา ชวนเพื่อนเล่นก่อน
  • ลองฝึกที่บ้าน: ให้ลูกรับผิดชอบงานบ้านประจำหนึ่งอย่าง เช่น รดน้ำต้นไม้ แล้วชมเมื่อทำเองโดยไม่ต้องเตือน

9. Goal-Directed Persistence (ความมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย)

ความสามารถในการพยายามต่อจนงานสำเร็จ แม้จะยากหรือเจออุปสรรค

  • ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน: ฝึกปั่นจักรยานจนเป็น ทำโจทย์ที่ยากได้โดยไม่ยอมแพ้ง่าย
  • ลองฝึกที่บ้าน: ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่ใช้เวลาหลายวัน เช่น ปลูกต้นไม้ แล้วชมความพยายามมากกว่าผลลัพธ์

ฝึก EF อะไรได้บ้างในแต่ละช่วงวัย

ช่วงวัยEF ที่เริ่มเด่นชัดกิจกรรมที่เหมาะ
1.8-3 ปีการจดจ่อ การยั้งใจช่วงสั้นๆ ความจำเพื่อใช้งานเล่นซ่อนหา ร้องเพลงมีท่าทาง ทำตามคำสั่ง 1-2 ขั้นตอน รอคิวสั้นๆ
4-6 ปีการควบคุมอารมณ์ ความยืดหยุ่นความคิด การวางแผนง่ายๆเกมที่มีกติกา บทบาทสมมติ ตัวต่อตามแบบ ช่วยงานบ้านตามขั้นตอน
7-12 ปีการวางแผนและจัดระบบ การประเมินตนเอง ความมุ่งมั่นวางแผนการบ้านเอง โจทย์ปัญหาหลายขั้นตอน โปรเจกต์ระยะยาว บอร์ดเกมวางกลยุทธ์

ที่ Mind Academy เราฝึก EF ผ่านการเรียนจริงในห้องเรียน เช่น คลาส Pre-School สำหรับเด็ก 1.8-4 ขวบ ที่เรียนผ่านการเล่นและกิจกรรม และ Singapore Math (S.A.M) ที่ฝึกให้เด็กวางแผนแก้โจทย์ปัญหาทีละขั้น ตรวจคำตอบเอง และไม่ยอมแพ้เมื่อเจอโจทย์ยาก

ทักษะ EF ทั้งหมดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ ทั้งในด้านการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิต การพัฒนา EF ให้กับลูกตั้งแต่ยังเล็กจึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ สามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จในทุกด้าน

ในหัวข้อต่อไป เราจะไปดูกันว่า EF มีความสำคัญต่อเด็กๆ ในแต่ละด้านอย่างไร

ทำไม EF ถึงสำคัญ?

หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับ Executive Functions (EF) กันไปแล้วทั้ง 9 ด้าน ตั้งแต่ Working Memory, Inhibitory Control, Cognitive Flexibility ไปจนถึงการวางแผน การควบคุมอารมณ์ และความมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย ในหัวข้อนี้ เราจะมาดูกันว่าทักษะ EF เหล่านี้มีความสำคัญต่อเด็ก ๆ และคนเราอย่างไรบ้าง

Executive Functions เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตในทุก ๆ ด้าน ช่วยให้เราสามารถตั้งเป้าหมาย วางแผน ลงมือทำ ติดตามความก้าวหน้า ปรับปรุงแก้ไข และบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ เปรียบเสมือนทักษะการบริหารจัดการชีวิต ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กนั้น EF จะส่งผลต่อหลาย ๆ ด้าน เช่น:

  1. ความสำเร็จด้านการเรียน: EF ช่วยให้เด็กๆ มีสมาธิจดจ่อกับการเรียน, จำบทเรียนได้, เข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อน, วางแผนทำการบ้านและอ่านหนังสือ, บริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณพ่อคุณแม่สามารถลงทะเบียนให้ลูกเรียน คลาสเรียนภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก เพื่อเสริมสร้างทักษะการสื่อสารและความเข้าใจในภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทางหนึ่ง
  2. การเข้าสังคมและการปรับตัว: EF ช่วยให้เด็กๆ สามารถควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม, เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น, ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ, แก้ไขความขัดแย้งได้อย่างเหมาะสม, และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและคนรอบข้าง ทำให้พวกเขาสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข
  3. การแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์: EF ช่วยให้เด็กๆ สามารถคิดวิเคราะห์, หาสาเหตุของปัญหา, วางแผนแก้ไขปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน, คิดนอกกรอบ, และคิดหาวิธีการใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา ซึ่งทักษะเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ในชีวิต
  4. ความสำเร็จในระยะยาว: EF เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญต่อความสำเร็จในทุก ๆ ด้านของชีวิต ทั้งการเรียน, การทำงาน, การสร้างครอบครัว, และการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เด็กที่มี EF ที่ดีตั้งแต่ยังเล็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ, สามารถจัดการกับชีวิตของตนเองได้, และมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตสูง

จะเห็นได้ว่า EF มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็กในทุกๆ ด้าน ช่วยให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ สามารถคิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น และแก้ปัญหาเป็น พร้อมเผชิญกับความท้าทายในโลกอนาคต ดังนั้น การพัฒนาทักษะ EF ให้กับลูกตั้งแต่ยังเล็กจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

ในหัวข้อถัดไป เราจะมาดูวิธีการพัฒนา EF ให้กับลูกน้อย เพื่อช่วยเสริมสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคตของพวกเขา

พัฒนา EF ให้ลูกน้อยได้อย่างไร?

เมื่อทราบถึงความสำคัญของ EF กันแล้วว่าส่งผลดีต่อลูกน้อยอย่างไร ทั้งในด้านการเรียน การเข้าสังคม การแก้ปัญหา และความสำเร็จในระยะยาว คำถามที่สำคัญต่อมาคือ แล้วเราจะพัฒนา EF ให้ลูกน้อยได้อย่างไร?

ในฐานะพ่อแม่ คุณคือบุคคลสำคัญที่สุดในการช่วยพัฒนาทักษะ EF ให้กับลูก โดยสามารถเริ่มต้นพัฒนา EF ให้ลูกได้ตั้งแต่ยังเล็ก ผ่านการเลี้ยงดูและกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน โดยช่วงวัยที่เหมาะสมในการเริ่มต้นพัฒนา EF คือ ช่วงปฐมวัย (3-6 ปี) เพราะเป็นช่วงที่สมองกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว และเป็นรากฐานสำคัญของชีวิต

บทบาทของพ่อแม่ในการพัฒนา EF

  • สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา EF: จัดบ้านให้เป็นระเบียบ ปลอดภัย และมีพื้นที่ให้ลูกได้เล่นอย่างอิสระ
  • สร้างกิจวัตรประจำวันที่สม่ำเสมอ: เช่น การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกาย
  • เป็นแบบอย่างที่ดี: แสดงให้ลูกเห็นถึงการคิด การวางแผน การควบคุมอารมณ์ และการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม
  • ให้ความรัก ความอบอุ่น และการสนับสนุน: ให้ลูกรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และมั่นใจในตัวเอง
  • ฝึกฝนทักษะ EF ผ่านการเล่น: การเล่นเป็นวิธีการเรียนรู้และพัฒนา EF ที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก

ตัวอย่างกิจกรรมที่ช่วยพัฒนา EF ในแต่ละด้าน:

  • Working Memory (ความจำเพื่อใช้งาน):
    • เกมจับคู่ (Memory Game): ฝึกความจำและการสังเกต
    • เกมเรียงลำดับ: ฝึกความจำและการจัดลำดับความคิด
    • เล่านิทานแล้วให้ลูกเล่าต่อ: ฝึกความจำและการจับใจความ
    • ร้องเพลงที่มีท่าเต้นประกอบ: ฝึกความจำ จำเนื้อเพลงและท่าทาง
    • เล่นเกมใบ้คำ: ฝึกความจำและนึกคำศัพท์ในหัว
  • Inhibitory Control (การยั้งคิดไตร่ตรอง):
    • เกม “หุ่นนิ่ง” หรือ “แช่แข็ง”: ฝึกการควบคุมการเคลื่อนไหว
    • เกม “ไฟเขียวไฟแดง”: ฝึกการทำตามคำสั่งและยับยั้งตนเอง
    • การฝึกสมาธิ: ฝึกการจดจ่ออยู่กับลมหายใจ
    • กิจกรรมที่ต้องรอคอย: ฝึกความอดทน เช่น ต่อแถวซื้อของ เล่นสไลเดอร์
    • เป่าฟองสบู่: แล้วให้ลูกหัดควบคุมลมหายใจในการเป่า
  • Cognitive Flexibility (ความยืดหยุ่นทางความคิด):
    • การเล่นบทบาทสมมติ: ฝึกการคิดนอกกรอบและจินตนาการ
    • การต่อเลโก้: ฝึกการแก้ปัญหาและการคิดสร้างสรรค์
    • การวาดรูปตามจินตนาการ: ฝึกการแสดงออกและความคิดสร้างสรรค์
    • ชวนลูกคิดวิธีแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ: เช่น ถ้าของเล่นหายจะทำอย่างไร
    • ชวนตั้งคำถาม: กระตุ้นให้ลูกสงสัยและหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ

สิ่งสำคัญคือ การฝึกฝนทักษะ EF ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ค่อยๆ เพิ่มความท้าทายตามวัยและความสามารถของเด็ก และอย่าลืมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน ผ่อนคลาย และปราศจากความกดดัน เพียงเท่านี้ คุณก็จะสามารถช่วยพัฒนา EF ให้กับลูกน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ


บทสรุป

ตลอดเนื้อหาของบทความนี้ เราได้ทำความรู้จักกับ Executive Functions (EF) กันอย่างลึกซึ้ง เริ่มตั้งแต่การทำความเข้าใจว่า EF คืออะไร ทั้ง 3 ทักษะหลักและ 9 ด้านที่พ่อแม่ฝึกได้ และได้เห็นถึงความสำคัญของ EF ที่มีต่อเด็กๆ ทั้งในด้านการเรียน การเข้าสังคม การแก้ปัญหา และความสำเร็จในระยะยาว นอกจากนี้ เรายังได้เรียนรู้ว่าพ่อแม่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนา EF ให้กับลูก โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัย (3-6 ปี) ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองของพัฒนาการทางสมอง

เด็กๆ ทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกันในห้องเรียน

การพัฒนา EF ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของพ่อแม่ทุกคน คุณสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ผ่านกิจวัตรประจำวัน การเล่น และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ดังที่เราได้กล่าวถึงตัวอย่างกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยพัฒนา EF ในแต่ละด้านไปแล้ว สิ่งสำคัญคือ การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน ผ่อนคลาย และปราศจากความกดดัน

การเลี้ยงลูกในยุคนี้ พ่อแม่ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย แต่การพัฒนา EF ให้กับลูกนั้นเปรียบเสมือนการมอบของขวัญล้ำค่าที่จะติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต ช่วยให้พวกเขาเติบโตอย่างมั่นใจ มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ควบคุมอารมณ์ และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม การพัฒนา EF นั้นสามารถทำได้ผ่านกิจกรรมต่างๆ รวมถึง การเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ ที่จะเสริมสร้างทักษะการคิด เป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม คุณสามารถลงทะเบียนให้ลูกเรียนคลาสเรียนเลขสิงคโปร์สำหรับเด็ก ที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ

Mind Academy ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนในการพัฒนา EF ให้กับลูกน้อย เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคตที่สดใสและประสบความสำเร็จ มาช่วยกันสร้างเด็กไทยยุคใหม่ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น และแก้ปัญหาเป็น ด้วยการพัฒนาทักษะสมอง Executive Functions ตั้งแต่วันนี้

เพราะ EF คือ ทักษะสำคัญ ที่จะนำพาให้เด็ก ๆ เติบโตไปสู่เป้าหมายของความสำเร็จในทุก ๆ ด้านของชีวิต

คำถามที่พบบ่อย

EF คืออะไร?

EF (Executive Functions) คือทักษะสมองส่วนหน้าที่ใช้กำกับความคิด อารมณ์ และการกระทำของตัวเองเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย เช่น การจดจ่อ การยั้งใจ การวางแผน และการปรับตัวเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน

EF 9 ด้าน มีอะไรบ้าง?

Working Memory (ความจำเพื่อใช้งาน), Inhibitory Control (การยั้งคิดไตร่ตรอง), Shift (การยืดหยุ่นความคิด), Focus (การจดจ่อใส่ใจ), Emotional Control (การควบคุมอารมณ์), Planning & Organizing (การวางแผนและจัดระบบ), Self-Monitoring (การประเมินตนเอง), Initiating (การริเริ่มลงมือทำ) และ Goal-Directed Persistence (ความมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย)

EF ปฐมวัยคืออะไร และควรเริ่มฝึกตอนกี่ขวบ?

EF ปฐมวัยหมายถึงการฝึกทักษะ EF ในเด็กเล็ก ซึ่งเป็นช่วงที่สมองส่วนหน้าพัฒนาเร็วที่สุด เริ่มฝึกได้ตั้งแต่ขวบปีแรกๆ ผ่านการเล่นและกิจวัตรประจำวัน และช่วง 3-6 ปีถือเป็นช่วงเวลาทองของการพัฒนา EF

EF กับ IQ ต่างกันอย่างไร?

IQ วัดความสามารถทางสติปัญญา เช่น การใช้เหตุผลและความรู้ ส่วน EF คือความสามารถในการนำสติปัญญานั้นมาใช้ให้เกิดผล เช่น การจดจ่อ การวางแผน และการควบคุมตัวเอง เด็กที่ IQ สูงแต่ EF ยังไม่แข็งแรงอาจเรียนไม่ได้เต็มศักยภาพ และ EF เป็นทักษะที่ฝึกให้ดีขึ้นได้